ประโยชน์ของคอลลาเจนเปปไทด์ ไม่ได้มีดีแค่เรื่องผิว!

Last updated: 8 ส.ค. 2566  |  12476 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ประโยชน์ของคอลลาเจนเปปไทด์ ไม่ได้มีดีแค่เรื่องผิว!

เมื่อพูดถึงคอลลาเจนเปปไทด์ เราก็มักจะนึกถึงคุณสมบัติที่ช่วยในเรื่องของการบำรุงผิวพรรณให้มีความขาวกระจ่างใส ผิวกระชับ เต่งตึง ลดริ้วรอย แต่หลาย ๆคนอาจจะยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของคอลลาเจนเปปไทด์ ไม่ได้มีแค่เรื่องผิวพรรณเท่านั้น แต่คอลลาเจนเปปไทด์ยังช่วยเสริมสร้างและบำรุงกระดูกอ่อนให้มีความแข็งแรง ช่วยลดความเสื่อมของกระดูกไขข้อในผู้สูงอายุ และช่วยบำรุงเส้นผมได้อีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย คอลลาเจนเปปไทด์จึงมีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก

 

คอลลาเจนเปปไทด์ คืออะไร ?

 

คอลลาเจนเปปไทด์ (Collagen peptides) คือ การสกัดคอลลาเจนให้อยู่ในรูปของสายกรดอะมิโนที่สั้นขึ้น โดยนำคอลลาเจนที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่มาผ่านกระบวนการไฮโดรไลซ์ (Hydrolysis) หรือปฏิกิริยาที่มีน้ำเข้าไปสลายพันธะทำให้สารโมเลกุลใหญ่ แตกตัวเป็นสารที่มีโมเลกุลเล็กลงทำให้ร่างกายดูดซึมได้ง่ายขึ้น เนื่องจากร่างกายต้องใช้เพื่อสร้างเนื้อเยื่อ ผิวหนัง กระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ และหลอดเลือด คอลลาเจนเปปไทด์มีโปรตีนมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ ไกลซีน (glycine) ไฮดรอกซีโพรลีน (hydroxyproline) และโพรลีน (proline)

 

 

คอลลาเจนเปปไทด์ต่างจากคอลลาเจนปกติอย่างไร ?

 

คอลลาเจนเปปไทด์ต่างจากคอลลาเจนแบบปกติ คือ คอลลาเจนเปปไทด์ร่างกายจะมีการดูดซึมได้เร็วกว่าคอลลาเจนปกติ เนื่องจากคอลลาเจนเปปไทด์ผ่านกระบวนการไฮโดรไลซ์ (Hydrolysis) ซึ่งอยู่ในรูปของสายกรดอะมิโนที่สั้นขึ้น จะมีขนาดโมเลกุลอยู่ที่ประมาณ 2,000 ดาลตัล ซึ่งคอลลาเจนแบบปกติทั่วไปอาจจะมีขนาดโมเลกุลอยู่ที่ประมาณมากกว่า 300,000 ดาลตัน ขนาดโมเลกุลที่เล็กกว่าของคอลลาเจนเปปไทด์จึงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็วกว่า และมีประสิทธิภาพในการดูดซึมมากกว่าคอลลาเจนแบบปกติ

 

คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบของอะไรในร่างกายบ้าง ?

 

ผิวหนัง กระดูก ผนังหลอดเลือด และเอ็นยึดกล้ามเนื้อ

คอลลาเจนประเภทที่ 1 (type I) พบมากถึง 90% ของคอลลาเจนทั้งหมดในร่างกาย คอลลาเจนประเภทนี้จะช่วยในการสร้างกระดูก ผนังหลอดเลือด เอ็นและเอ็นยึดกล้ามเนื้อ ผิวหนัง กระจกตา และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน มีความเหนียวและแข็งแรงมากที่สุด โดยจะมีความสำคัญในเรื่องของเพิ่มความยืดหยุ่น ป้องกันเนื้อเยื้อไม่ให้ฉีกขาด และช่วยสมานแผลบนผิวหนังได้ดี ด้วยเหตุนี้ผิวของผู้ที่มีคอลลาเจนอย่างเพียงพอจึงสวย เนียน และไร้ริ้วรอย

 

กระดูกอ่อนและข้อต่อต่าง ๆ

คอลลาเจนประเภทที่ 2 (type II) พบมากในกระดูกอ่อน เช่น ส่วนประกอบของหู จมูก หลอดลม และกระดูกซี่โครง คอลลาเจน type II จะทำหน้าที่แตกต่างจากคอลลาเจน type I โดยจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสังเคราะห์ของเซลล์ให้มีจำนวนมากขึ้น เพื่อการลดอัตราการเสื่อมของกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อ ซึ่งคอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นคอลลาเจน ที่พบได้ในกระดูกอ่อนและหมอนรองกระดูกสันหลัง จะทำหน้าที่รองรับน้ำหนักและให้ความแข็งแรงแก่ข้อต่อในขณะที่มีการเคลื่อนไหว ปกติแล้วในกระดูกอ่อนจะประกอบด้วยโครงข่ายของเส้นใยคอลลาเจน type II รวมตัวกับกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) และโปรตีโอไกลแคน (Proteoglycan) ได้แก่ แอกกริแคน (Aggrecan) ซึ่งมีไกลโคอะมิโนไกลแคน (Glycoaminoglycans) คือคอนโดอิติน ซัลเฟต (Chondroitin Sulfate) และเคอราแทน ซัลเฟต (Keratan Sulfate) เป็นส่วนประกอบ จากการศึกษาพบว่าผู้ที่น้ำหนักตัวมาก และผู้สูงอายุ กระดูกอ่อนชนิด Articular Cartilages ที่มีความทนต่อแรงกระแทกจะเริ่มเสื่อมลงโดยเฉพาะที่ข้อต่อที่รับน้ำหนักเช่นข้อเข่าและสะโพก จึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับภาวะการเกิดข้อเสื่อม ข้ออักเสบ (Osteoarthritis)

 

ผิวหนัง กล้ามเนื้อ ผนังหลอดเลือด

คอลลาเจนประเภทที่ 3 (type III) มักพบร่วมกับประเภทที่ 1 คือพบในผิว กล้ามเนื้อ และผนังหลอดเลือด และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกาย สามารถพบร่วมกับคอลลาเจนชนิดที่ 1 แต่พบได้น้อยกว่าประมาณ 10 % โดยส่วนใหญ่มักพบในผนังหลอดเลือด แต่พบได้น้อยในข้อต่อต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างจากคอลลาเจนชนิดที่ 2

 

เนื้อเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ และไขมัน

คอลลาเจนประเภทที่ 4 (type IV) พบใน basal lamina และ basement membrane ในส่วนของ epithelium-secreted layer ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยจะพบมากบริเวณเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่หุ้มกล้ามเนื้อและไขมัน นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในเรื่องการทำงานของระบบประสาทและเส้นเลือดอีกด้วย

 

เส้นผมและเยื่อบุเซลล์ต่าง ๆ 

คอลลาเจนประเภทที่ 5 (type V) เป็นคอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อบุเซลล์ต่าง ๆ พบในผิวของเซลล์ และเส้นผม

 

 

ประโยชน์ของคอลลาเจนเปปไทด์

 


  ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง เนียนนุ่มชุ่มชื้น

การบริโภคคอลลาเจนเปปไทด์ จะช่วยเพิ่มอิลาสตินในชั้นผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้นและเติมเต็มให้ผิวแน่นอิ่มฟูขึ้น นอกจากนี้ จำนวนอิลาสตินที่เพิ่มขึ้น ยังมีส่วนช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน อ่อนกว่าวัย 

  ช่วยบำรุง และฟื้นฟูสภาพผิวให้แข็งแรง

คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ในร่างกายประมาณ 1 ใน 3 และจะเสื่อมสภาพไปเมื่อเข้าสู่ช่วยอายุ 30 ปี ร่างกายของเราจะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง การรับประทานอาหารเสริมที่มีคอลลาเจนเปปไทด์ (Collagen peptide) จะช่วยทดแทนคอลลาเจนที่เสื่อมสภาพไปได้ ส่งผลให้ผิวพรรณมีความเต่งตึง และชุ่มชื้นมากขึ้น 

  ช่วยลดอาการหลุดร่วงของเส้นผม บำรุงผมให้แข็งแรง

คอลลาเจนเปปไทด์จะช่วยเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตโปรตีนไฟเบอร์มากขึ้น ซึ่งโปรตีนไฟเบอร์เหล่านี้คือส่วนประกอบของโครงสร้างเส้นผม ถ้าเส้นผมเราขาดโปรตีนไฟเบอร์แล้ว เส้นผมจะอ่อนแอและขาดหลุดร่วงง่าย เกล็ดผมปิดไม่สนิท ผมจึงแห้งกร้าน ชี้ฟูและแตกปลาย

ดังนั้นคอลลาเจนเปปไทด์จึงมีบทบาทสำคัญ ช่วยทำให้เส้นผมของเราหนาขึ้น แข็งแรงสุขภาพดี ไม่ขาดหลุดร่วงง่าย ช่วยให้เส้นผมดกดำเงางาม และนุ่มลื่นมีน้ำหนัก 

  ช่วยเพิ่มน้ำในข้อต่อ ลดการเสียดสีของข้อเข่า

คอลลาเจนเปปไทด์มีส่วนสำคัญที่ช่วยในการลดอัตราการเสื่อมของกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อโดยมีสารสำคัญ คือ เอพพิโทพส์ (Epitopes) โดยจะไปหยุดกระบวนการทำลายของกระดูกอ่อน ซึ่งจะช่วยต้านการอักเสบ ช่วยลดการเสียดสีของข้อเข่า และช่วยทำให้เคลื่อนไหวข้อได้ดีขึ้น ทำให้ผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมมีอาการดีขึ้น

 

ปริมาณคอลลาเจนเปปไทด์ที่ร่างกายต้องการต่อวัน

 

ความต้องการคอลลาเจนของแต่ละบุคคลอาจไม่เท่ากัน แล้วแต่วัยและช่วงอายุ ซึ่งมีต้องการที่เหมาะสมแตกต่างกัน มีคำแนะนำดังนี้

  • การทานคอลลาเจนเพื่อลดริ้วรอย วันละ 10,000 มก. ต่อวัน

  • หากต้องการทานคอลลาเจนเพื่อบำรุงสุขภาพ ไม่หวังเห็นผลรวดเร็วให้รับประทานวันละ 5,000 มก. ต่อวัน

  • ผู้สูงอายุที่ต้องการทานเพื่อบำรุงรักษากระดูก ควรรับประทานระหว่าง 2,500 มก. – 5,000 มก. ต่อวัน

 

ปัจจัยที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันการลดลงของคอลลาเจน

 

ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ

เมื่อมีความเครียดร่างกายจะหลั่งสาร Cortisol (คอร์ติซอล) ออกมา ซึ่งสารชนิดนี้จะเป็นตัวการทำลายคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้ผลิตได้น้อยลง จึงทำให้คนที่มีความเครียดสูงมักดูแก่กว่าวัย ผิวพรรณแย่ลง มีริ้วรอยเกิดขึ้นได้ง่าย กว่าคนที่อารมณ์ดี ไม่มีเรื่องให้ต้องเครียด และการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ จะทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพลงได้เร็วมากขึ้น คนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ผิวพรรณจึงดูโทรม หน้าตาไม่สดใส และเมื่อพักผ่อนน้อยเป็นเวลานานจะยิ่งทำให้ร่างกายเสื่อมสภาพลง ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

 

การสัมผัสแสงแดดและมลภาวะ

การสัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) และมลภาวะต่างๆ ถือเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอย เนื่องจากรังสียูวีจะทำลายเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวหนัง จึงทำให้ผิวอ่อนแอและมีความยืดหยุ่นน้อยลง ผิวจึงเริ่มหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอย

 

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่เป็นประจำมีส่วนเร่งกระบวนการชราของผิว เพราะปริมาณเลือดที่ส่งไปยังผิวหนังมีจำนวนน้อยลง อีกทั้งแอลกอฮอล์ยังทำให้ผิวหนังขาดน้ำและแห้ง เมื่อร่างกายขาดน้ำจึงมีแนวโน้มที่จะเกิดริ้วรอยได้

 

การบริโภคน้ำตาลมากเกินไป

การบริโภคอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลมากเกินไป ส่งผลให้น้ำตาลที่ร่างกายเผาพลาญไม่หมดจะเป็นตัวทำลายโครงสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินให้เสื่อมสภาพ ก่อให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น ผิวค่อย ๆ หย่อนคล้อย เกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น

 

          สรุปแล้วคอลลาเจนเปปไทด์เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการไฮโดรไลซ์ (Hydrolysis) จึงทำให้โมเลกุลมีขนาดเล็กลง ส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการดูดซึมได้ดีขึ้น โดยคอลลาเจนเปปไทด์มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงให้ผิวพรรณมีความเต่งตึง ชุ่มชื้น ฟื้นฟูผิวพรรณให้มีสุขภาพที่ดี ช่วยบำรุงและซ่อมแซมกระดูกอ่อน ลดการเป็นไขข้อเสื่อม และช่วยบำรุงเส้นผมและเล็บให้มีความแข็งแรงและเงางาม การบริโภคเสริมอาหารคอลลาเจนอย่างสม่ำเสมอจึงมีความจำเป็นมากสำหรับร่างกายและสุขภาพของเรา

          Derma Health โรงงานผลิตคอลลาเจนแบบครบวงจร ควบคุมการผลิตโดยเภสัชกรและทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเสริมโดยเฉพาะ รวมถึงนวัตกรรมเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตที่ทันสมัย ประสิทธิภาพสูง การันตีคุณภาพ และมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ในทุกขั้นตอนการผลิตอาหารเสริมคอลลาเจน

 

 

 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้