เจาะลึกคุณสมบัติ Vitamin B Complex มีประโยชน์อย่างไร ? 

Last updated: 26 ก.ค. 2566  |  21963 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เจาะลึกคุณสมบัติ Vitamin B Complex มีประโยชน์อย่างไร ? 

วิตามินบีรวม (Vitamin B Complex) คืออะไร ?


วิตามินบีรวม หรือ Vitamin b complex คือ วิตามินที่รวมกันระหว่างวิตามิน B หลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น vitamin B1, B2, B3, B5, B6, B7, B9, B12,  B15 และ B17 โดยในวิตามิน B 1 เม็ด อาจจะประกอบด้วยวิตามินแตกต่างกันตั้งแต่ 3 ชนิดขึ้นไป แล้วแต่ยี่ห้อ ซึ่งวิตามินบีรวมเป็นกลุ่มวิตามินชนิดละลายได้ในน้ำ โดยที่มีคุณสมบัติหลักๆ คือ ช่วยบำรุงสมองและบำรุงสุขภาพในร่างกายโดยส่วนมาก แต่บางตัวก็จะมีคุณสมบัติช่วยในเรื่องอื่นๆ แต่จะเป็นการช่วยเสริมแบบแยกย่อยมากกว่า ซึ่งการทานอาหารเสริมวิตามินบีนั้นไม่ควรรับประทานแยกกันเพราะอาจจะทำให้ได้รับประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าการทานรวมกัน เพราะวิตามินบีแต่ละชนิดนั้นจะทำหน้าที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน และจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานอย่างสูงสุด ดังนั้น วันนี้ทาง Derma Health จะพามารู้จักกับวิตามิน B หรือ vit B กันแบบเจาะลึกว่า วิตามินบีรวมมีอะไรบ้าง ช่วยเรื่องอะไร และมีวิธีการรับประทานยังไงให้ได้ผลและถูกต้องที่สุด

 

ประโยชน์ต่อร่างกายของ วิตามินบีรวม (Vitamin B Complex)

 

  มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างสมาธิ


ในวิตามินบีรวม มีวิตามินบีสำคัญต่าง อย่างเช่น Vitamin B1, Vitamin B3 และ Vitamin B12 ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบประสาทและสมอง ทำให้เสริมสมาธิและความจำ ให้สามารถจดจำสิ่งต่างๆได้มากขึ้น


  บำรุงระบบประสาทและสมอง


การที่ร่างกายของเราได้รับอาหารเสริมวิตามินบีรวมอย่างเพียงพอ จะช่วยส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทและสมองให้ทำงานได้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากกว่าการรับประทานวิตามินบีชนิดใดชนิดหนึ่ง

 ลดความเครียด ช่วยผ่อนคลาย


เนื่องจากการรับประทานวิตามินบีรวมส่งผลดีต่อการทำงานของระบบประสาทและสมองแล้ว ยังส่งผลทำให้สมดุลสารเคมีและฮอร์โมนในร่างกายมีสมดุลมากขึ้น จึงทำให้ร่างกายเราลดความวิตกกังวล ช่วยกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนลดเครียดออกมา ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

  ทำให้สดชื่น ปลอดโปร่ง


อีกหนึ่งประโยชน์จากการรับประทานวิตามินบีรวมที่ช่วยลดความกังวล บำรุงสมองแล้ว ยังส่งผลให้ร่างกายและสมองรู้สึกสดชื่นมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับคนที่มีอาการง่วงจากการอ่านหนังสือ อ่อนเพลีย หรือต้องการแก้แฮงค์จากการดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารเสริมวิตามินบีรวมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเป็นตัวช่วยสร้างพลังงานที่ดีให้แก่สมอง ช่วยให้สมองพักผ่อนอย่างเต็มที่ กระตุ้นความสดชื่นพร้อมรับวันใหม่

 ป้องกันและรักษาอาการเหน็บชา


วิตามินบีรวมมีประโยชน์อย่างยิ่งกับการทำงานของระบบประสาท เป็นตัวช่วยในการสร้างเซลล์ประสาทต่างๆและซ่อมแซมเส้นประสาท จึงส่งผลให้ช่วยลดอาการชาปลายมือปลายเท้าได้

 

  วิธีการรับประทาน วิตามินบีรวม (Vitamin B Complex) ที่ถูกต้อง


วิธีการรับประทานวิตามินบีรวม (vitamin b complex) ที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดคือ รับประทานช่วงหลังมื้ออาหาร เนื่องจากจะทำให้ร่างกายของเราสามารถดูดซึมนำไปใช้งานได้มากที่สุด อีกทั้งการทานวิตามินบีรวมร่วมกับวิตามินซี ยังมีผลช่วยส่งเสริมการทำงานเรื่องผิวได้ดีมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิว ผิวหมองคล้ำได้อีกด้วย หากร่างกายมีวิตามินบีรวมมากเกินไป ก็จะถูกขับออกมาทางไตพร้อมกับปัสสาวะ

 

ส่วนประกอบของวิตามินบีรวม (Vitamin B Complex)

 

  วิตามินบี 1 (ไทอามีน)


วิตามินบี 1 หรือ ไทอามีน (Thiamine) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ สามารถพบได้ทั่วไปใน ผัก โฮลวีต ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต ถั่วลิสง รำข้าว เปลือกข้าว เมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี บริเวอร์ยีสต์ นม ไข่แดง ปลา เนื้อออร์แกนิก เนื้อหมูไม่ติดมัน เป็นต้น โดยประโยชน์ของ Vitamin B1 คือ แก้โรคเหน็บชา เสริมสร้างการเจริญเติบโต ช่วยเพิ่มพลังกายให้พร้อมทุกวัน วิตามิน B1 เป็นวิตามินที่ช่วยดึงสารอาหารหมู่คาร์โบไฮเดรตไปเผาผลาญให้เป็นพลังงานของร่างกาย สำหรับใช้ในการจัดการสิ่งต่างๆในแต่ละวัน ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของเราให้ทำงานเป็นปกติ ช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้งได้ดีและยังช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง เพิ่มสติปัญญาอีกด้วย

 

 วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน)


วิตามินบี 2 หรือ Vitamin B2 (Riboflavin) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ถูกดูดซึมได้ง่าย มีอีกชื่อว่า วิตามินจี (Vitamin G) สามารถพบได้ทั่วไปใน นม ไข่ ถั่ว ชีส ผักใบเขียว ปลา เป็นต้น หากร่างกายขาดวิตามินตัวนี้ไป อาจทำให้เกิดโรคปากนกกระจอกเทศ โดยประโยชน์ของ Vitamin B2 คือ ช่วยในกระบวนการสร้างการเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ บำรุงผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ช่วยบรรเทาอาการอ่อนล้าของสายตา ช่วยลดความเจ็บปวดจากไมเกรน ป้องกันอาการปวดหัวจากการคิดงานตลอดทั้งวัน มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ต่างๆในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย และช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตเป็นปกติ ช่วยกำจัดอาการเจ็บแสบในปาก ริมฝีปากและลิ้น และยังทำงานร่วมกับสารอื่นๆ ในการเผาผลาญอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และโปรตีนได้อีกด้วย ที่สำคัญคือการได้รับวิตามินชนิดนี้ที่เพียงพอในแต่ละวันจะทำให้ดูอ่อนกว่าวัย

 

   วิตามินบี 3 (ไนอาซิน)


วิตามินบี 3 หรือ Vitamin B3 (Niacin) เป็นวิตามินที่สามารถละลายในน้ำได้ ทำหน้าที่เป็น co-enzyme สามารถพบวิตามินชนิดนี้ได้ใน ไข่ เนื้อวัว และสัตว์ปีก ที่มีความสำคัญในฐานะของการเป็นตัวช่วยการทำงานของเอนไซม์ชนิดต่างๆ ในร่างกายได้เป็นอย่างดี มีความจำเป็นต่อการผลิตพลังงาน การเผาผลาญไขมันและคอเลสเตอรอล ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากแป้ง(คาร์โบไฮเดรต) ไขมัน และโปรตีน ประโยชน์ของวิตามินบี 3 ได้แก่ ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยเผาผลาญไขมัน ลดระดับคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ จำเป็นต่อระบบประสาทและการทำงานของสมอง บรรเทาอาการปวดศีรษะจากไมเกรน มีส่วนสำคัญในการสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศ มีความจำเป็นต่อระบบประสาทและการทำงานของสมองและสุขภาพ และเป็นองค์ประกอบของ NADP (Nicotinamide Adenine Dinucleotide Phosphate, NADP) 

 

  วิตามินบี 5 (เพนโทเธนิก)


วิตามินบี 5 หรือ Vitamin B5 (Pantothenic acid) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ จัดอยู่ในกลุ่มของวิตามินบีรวม ร่างกายสามารถสังเคราะห์ออกมาเองได้จากแบคทีเรียในลำไส้ แหล่งที่สามารถพบวิตามินบี 5 ได้คือ เนื้อไก่ ตับ ไต หัวใจ รำข้าว จมูกข้าว ธัญพืชไม่ขัดสี วิตามินบี 5 เป็นวิตามินที่ช่วยในกระบวนการสร้างเซลล์และการพัฒนาระบบประสาทส่วนกลาง โดยการช่วยสร้างภูมิต้านทาน ป้องกันการอ่อนเพลีย ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายความตึงเครียด ช่วยกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนลดเครียดออกมา ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน  (Testosterone) ที่มีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงในกระแสเลือดอีกด้วย

 

  วิตามินบี 6 (ไพริดอกซีน)


วิตามินบี 6 หรือ Vitamin B6 (Pyridoxine) เป็นวิตามินที่จำเป็นซึ่งช่วยรักษาสุขภาพร่างกาย พบได้มากที่สุดใน  มันฝรั่ง อกไก่เครื่องใน กล้วย และถั่ว สารอาหารที่สำคัญนี้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสมองและทำให้เส้นประสาทและระบบภูมิคุ้มกันทำงานตามที่ควร โดยร่างกายเราไม่ได้ผลิต B6 ตามธรรมชาติได้ แต่พบได้ในอาหารหลายชนิด นอกจากนี้ยังมีอยู่ในอาหารเสริม เช่น วิตามินรวมและอาหารเสริม B complex ที่มีวิตามินบีหลายชนิด ประโยชน์ของวิตามินบี 6 มีมากมายไม่ว่าจะเป็น ช่วยกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกายให้ทำงานดีขึ้น ช่วยปรับสมดุลทางอารมณ์ ช่วยให้ไม่เหวี่ยงวีนก่อนประจำเดือนมา ช่วยป้องกันและรักษาโรคโลหิตจาง ช่วยคลายความวิตกกังวล บำรุงสมอง ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนให้เป็นปกติจากการกระตุ้นสมองให้หลั่งสารผ่อนคลายที่สำคัญ เช่น สารเซโรโทนิน, เมลาโทนินและนอร์เอพิเนฟริน ที่สามารถลดความแปรปรวนของอารมณ์ไม่ให้มากเกินไป บรรเทาอาการคลื่นไส้ระหว่างตั้งครรภ์ บำรุงหัวใจ ลดโอกาสในการเป็นมะเร็ง ลดความเสี่ยงต่อโรคตา

 

  วิตามินบี 7 (ไบโอตินหรือวิตามิน H)


วิตามินบี 7 หรือ Vitamin B7 (D-Biotin) เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผม, เล็บ และผิวหนังมีสุขภาพดี และยังทำให้การเผาผลาญอาหารพวกแป้ง (carbohydrate) และไขมันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาวะผมร่วงมากผิดปกติ หนังศีรษะอักเสบ ผมขาวก่อนวัย ผมขึ้นใหม่ผิดปกติ ผมเปราะ ผมแตกปลาย รังแคและความผิดปกติอื่นๆ ของผมและหนังศีรษะอาจเกิดขึ้นได้จากการขาดไบโอติน อีกทั้งยังช่วยในการเจริญของเซลล์เยื่อบุผิว ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเส้นผม เพิ่มความเรียบของผิวหนัง ทำให้ผิวหนังแข็งแรงขึ้น เส้นผมจึงไม่หลุดร่วง

 

  วิตามินบี 9 (โฟเลตหรือโฟลิก)


วิตามินบี 9 หรือ Vitamin B9 (Folic Acid) พบได้ในไข่แดง ตับ ผักใบเขียวต่างๆ คะน้า อะโวคาโด ผักบุ้ง ฟักทอง และถั่วต่างๆ เป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งมักถูกใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะหลอดประสาทไม่ปิดในทารก และยังใช้รักษาภาวะเลือดจางจากการขาดกรดโฟลิก นอกจากนี้กรดโฟลิกหรือวิตามินบี 9 ยังเป็นกรดที่มีความสำคัญต่อการสังเคราะห์กรดนิวคลีอิก RNA-DNA ซึ่งหากร่างกายขาดสารนี้ไป จะทำให้การเจริญเติบโตช้าลง หยุดชะงัก หรือเกิดความผิดปกติได้ วิตามินบี 9 ยังมีความสำคัญต่อระบบประสาทช่วยควบคุมการทำงานของสมองและอารมณ์ให้อยู่ในสภาพที่ปกติสมบูรณ์ และช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง โดยที่จะไปช่วยไขกระดูกให้ผลิตเม็ดเลือดแดง

 

  วิตามินบี 12 (โคบาลามิน)


วิตามินบี 12 หรือ Vitamin B12 (Cobalamin) เป็นวิตามินที่ช่วยในการทำงานที่จำเป็นของร่างกาย สามารถพบได้มากในอาหารประเภทไข่ เนื้อสัตว์ ปลา ตับ นม โยเกิร์ต ชีส เป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ซึ่งถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารแล้วส่งไปยังเลือดและเซลล์ แม้ว่าวิตามินชนิดนี้จะไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายผลิตได้ขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ก็ยังมีหลายวิธีที่จะเติมเต็มช่องว่างได้ เนื่องจากบี 12 พบได้ตามธรรมชาติในผลิตภัณฑ์จากสัตว์หลายชนิด จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะรวมวิตามินที่จำเป็นนี้ไว้ในอาหาร โดยวิตามิน บี 12 มีส่วนช่วยเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ช่วยบำรุงประสาท ช่วยลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อม พร้อมปรับสมดุลทางอารมณ์ให้ดีขึ้น ไม่ให้หงุดหงิดง่าย

 

  วิตามินบี 15 (กรดแพงเกมิก)


วิตามินบี 15 หรือ Vitamin B1 (Pangamic Acid) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ และยังไม่ถือว่าเป็นวิตามินอย่างเป็นทางการ จะทำหน้าที่คล้ายกับวิตามิน E คือทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ สามารถพบได้ใน ข้าวกล้อง เมล็ดฟักทอง เมล็ดงา เมล็ดธัญพืชไม่ขัดสี บริเวอร์ยีสต์ วิตามินบี 15 ไม่ได้มีผลต่อร่างกายมากเท่าไหร่หากขาดไป แต่อาจจะส่งผลต่อความผิดปกติของต่อมและเส้นประสาท โรคหัวใจ หรือทำให้เกิดสภาวะที่ออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อสมองได้น้อย แต่วิตามินบี 15 จะถูกทำลายได้ง่ายโดยแสงแดดและน้ำ จึงมักถูกนำไปทำอาหารเสริมในรูปแบบแคปซูล และจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากได้ทำงานร่วมกับ วิตามินเอและวิตามินอี ประโยชน์ของวิตามินบี 15 คือ มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดอาการอยากดื่มสุรา รักษาอาการเมาค้าง ช่วยฟื้นฟูร่างกายจากอาการอ่อนเพลีย ช่วยป้องกันตับจากอาการตับแข็ง และช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน

 

  วิตามินบี 17 (อะมิกดาลิน)


วิตามินบี 17 หรือ Vitamin B17 (laetrile) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ เป็นสารที่พบในพืชโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเมล็ดพืชต่างๆเช่น เมล็ดแตงโม เมล็ดพลับ เมล็ดถั่วอัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน ข้าว ถั่ว รวมไปถึงถั่วแมคคาเดเมียและเอพริคอต เป็นวิตามินที่ประกอบด้วยน้ำตาล 2 โมเลกุล (เบนซาลดีไฮด์และไซนาไนด์) แพทย์ที่มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ผู้เชี่ยวชาญโรคชรา พบว่าวิตามินชนิดนี้สามารถช่วยป้องกันความเสื่อมทางสมองได้ และสามารถช่วยทำให้ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอกลับมามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเหมือนเดิมและสุขภาพจิตก็ดีขึ้น

 

วิตามินบีรวม (Vitamin B Complex) เหมาะกับใคร

 

  • เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาดูแลตัวเองและต้องการเสริมวิตามินบีรวมให้กับร่างกาย
  • เหมาะสำหรับกลุ่มวัยรุ่น วัยเรียน ที่ต้องใช้สมองในการอ่านหนังสือเพื่อจดจำและเพิ่มสมาธิ
  • เหมาะสำหรับกลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องการบำรุงสมองให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า ในเวลาทำงาน
  • เหมาะกับผู้ที่กินอาหารได้ไม่หลากหลาย เช่น ผู้ที่กำลังควบคุมหรือลดน้ำหนัก หรือผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติ
  • เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการดูดซึมวิตามิน แร่ธาตุต่างๆเข้าร่างกาย และผู้ที่มีปัญหาด้านสมอง ลดการเกิดโรคความจำเสื่อม

 

ข้อควรระวังเมื่อบริโภควิตามินบีรวม (Vitamin B Complex)


การบริโภควิตามินบีรวมที่มากเกินไปอาจจะส่งผลต่อร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นทำให้ตัวเย็น ปวดศีรษะ เหงื่อไหลจำนวนมาก วิงเวียน เกิดอาการคลื่นไส้ มีอาการซึม หายใจติดขัด รวมถึงทำให้เกิดความดันต่ำ บางส่วนอาจมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย รู้สึกวูบวาบได้เล็กน้อย ขึ้นอยู่กับสูตรและปริมาณของส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ได้ แต่หากผู้บริโภคบางท่านมีอาการแพ้ขั้นรุนแรงอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการหายใจติดขัดหรือผื่นแดง คัน บวมที่ผิวได้

ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแพ้ยา โรคหัวใจ โรคตับ โรคโลหิตจางอย่างร้ายแรงจากการขาดวิตามินบี 12 (Pernicious Anemia) โรคฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria: PKU) ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ทุกครั้ง เนื่องจากอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือเกิดอาการแพ้ได้

เด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปี ไม่ควรรับประทานวิตามินบีรวม และ หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่กำลังวางแผนจะมีบุตรควรปรึกษาแพทย์ล่วงหน้า

 

สรุป การรับประทานวิตามินบีรวมมีผลดีต่อสุขภาพอย่างยิ่งหากรับประทานอย่างเพียงพอ และไม่มากเกินไป ซึ่งดีกว่าการรับประทานวิตามินบีอย่างใดอย่างหนึ่ง เนื่องจากวิตามินบีรวมที่รับประทานเข้าไปจะไปทำงานร่วมกันทำให้ทำงานดีขึ้น และเมื่อรับประทานร่วมกันก็จะเด่นเรื่องการบำรุงระบบประสาทและสมองให้ทำงานได้ดี และนอกจากจะช่วยบำรุงสมองแล้วยังช่วยบำรุงสุขภาพผิว ผม เล็บ ได้ด้วย แต่ถ้าหากเรารับประทานวิตามินบีรวมเข้าไปมากเกินที่ร่างกายต้องการอาจจะส่งผลทำให้เกิดข้อเสียต่อร่างกายได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้น เราควรรับประทานวิตามินบีรวมอย่างพอดีและรับประทานอาหารที่ดีต่อสุภาพอย่างเพียงพอ

 

Derma Health โรงงานผลิตอาหารเสริมแบบครบวงจร ควบคุมการผลิตโดยเภสัชกรและทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเสริมโดยเฉพาะ รวมถึงนวัตกรรมเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตที่ทันสมัย ประสิทธิภาพสูง การันตีคุณภาพ และมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ในทุกขั้นตอนการผลิต

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้